[แปลบทสัมภาษณ์] จูวอน เพราะ “GHOST“ จึงได้หวนคืนสู่เวทีมิวสิคัลอีกครั้งในรอบ 7 ปี

จูวอน “เพราะ <Ghost> จึงได้หวนคืนสู่เวทีมิวสิคัลอีกครั้งในรอบ 7 ปี

เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจูวอนปลดประจำการทหารเขาก็กลับสู่วงการด้วยความสำเร็จอย่างงดงามกับละครเรื่อง <Alice> ของช่อง SBS รวมถึงผลงานคัมแบ็คสู่ละครเวที เรื่อง <Ghost> ซึ่งเดิมทีแล้ว <Ghost> มีต้นฉบับมาจากภาพยนตร์เรื่อง <Ghost, วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก> ก่อนจะนำมาทำเป็นละครเวทีเรื่อง <Ghost> เมื่อปี 2013 จนโด่งดังไปทั่วเอเชีย โดย <Ghost> ถูกนำมาทำเป็นละครเวทีอีกครั้งหลังผ่านไปได้เพียง 4 ปี และการได้กลับมาแสดงบทเดิมบนเวทีมิวสิคัลอีกครั้งในรอบ 7 ปี จึงนับว่า <Ghost> เป็นผลงานที่แปลกใหม่สำหรับจูวอนเลยทีเดียว

การกลับมาในรอบ 7 ปี

วันนี้(9 กันยายน)ช่วงบ่าย จากการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ จูวอนกล่าวว่า “<Ghost> เป็นผลงานที่ผมไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ เป็นผลงานที่ผมรักและจริงใจกับมันจริงๆ” และ <Ghost> มีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง “สิ่งที่ทำให้ผมได้หวนคืนสู่เวทีมิวสิคัลอีกครั้งก็เพราะ <Ghost> เพราะในตอนแรกความทรงจำและสิ่งที่เราจดจำนั้นมีแต่เรื่องดีๆ จึงทำให้เรากลับมายืนบนเวทีนี้อีกครั้ง แล้วความรู้สึกดีมากเหลือเกินที่ได้มายืนอยู่ข้างหน้าทุกคนอีกครั้งด้วยผลงานเรื่องนี้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นด้วยครับ”

จูวอน ผู้รักในต้นฉบับ <Ghost, วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก> มากมายจริงๆ ได้เปิดใจว่า “มันดีมากเลยนะ ที่ได้กลับมาร่วมงานกับผู้คนที่เราเคยร่วมงานกันมาก่อนอีกครั้งหนึ่ง” ถึงแม้ว่าจะตัดสินใจรับงานแสดงนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว แต่ต่อให้ไม่เป็นอย่างนั้น เรื่องนี้ก็เป็นผลงานที่เขาอยากแสดงร่วมกับทุกๆ คนก่อนเป็นอันดับแรก

จาก จูวอน ที่เคยรับบทนี้ครั้งแรกในช่วงวัย 20 ปี สู่การกลับมารับบทนำใน <Ghost> กับช่วงวัย 30 ปี อันดับแรกเลยคือความเข้าใจที่มีต่อผลงานชิ้นนี้แตกต่างไปจากเดิม “ตอนแรกเราสงสัยหนักมากว่า ‘ทำไมแซมถึงพูดคำว่ารักไม่ได้?’ แต่มาตอนนี้เราไม่สงสัยแล้วว่า ‘ทำไมถึงบอกรักไม่ได้’ แต่ทำให้เราคิดถึงความเจ็บปวดในอดีตและประสบการณ์ที่เหมือนกับตัวละครตัวนี้มากกว่า ทำให้ความคิดที่มีต่อท่าทีของมอลลี่, รวมไปถึงความสัมพันธ์ของโอด้า เม กับ แซม มันลึกซึ้งขึ้นด้วย จนทำให้เข้าถึงอารมณ์ของคาแร็คเตอร์มากขึ้น

จูวอน กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในแบบนี้ไว้ว่า “เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว และดูเหมือนจะเป็นเพราะตวามแตกต่างหลังจากไปเป็นทหารมาด้วย” มีความเปลี่ยนแปลงในระหว่าง 7 ปีนี้อีกแล้ว นี่จึงเป็น ‘การเริ่มเปิดปากพูด’ เพื่อตัวเองโดยแท้

“เหมือนเป็นการเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงเพื่อตัวผมเอง ระหว่างถ่ายทำก็มีบางจุดที่ไม่ได้แสดงออกมา แค่ทำเนียนๆ ให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น แต่ความรู้สึกเสียดายที่ว่า ‘ตอนนั้นน่าจะพูดไป’ กลับมีมากกว่า เป็นส่วนต่างๆ ที่เราเคยวิตกกังวลมากเพื่อให้ผลงานออกมาดี แต่เมื่อเราเริ่มเปิดปากพูดสิ่งนั้น อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก พอเราพูดสิ่งที่คิดออกไปกลายเป็นว่ามันดีกว่ากันเยอะเลย เมื่อดูจากขั้นตอนแบบนี้แล้ว ผมเลยคิดว่า คำนี้มันจำเป็นต้องพูดนะ, เราต้องซีเรียสกับมันมากขึ้นนะ ตรงส่วนนี้ละครับที่แตกต่างกันมากที่สุด”

เวลาที่แปลงร่างเป็นแซม

เมื่อได้รับคาแร็คเตอร์แล้ว จูวอนที่จดจำด้วยการ “ท่อง ท่อง ท่องบท” ได้เผยวิธีวิธีวิเคราะห์ใจความสำคัญของ “สิ่งที่สงสัย” “มันเป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่เล่นเรื่อง <Alice> น่ะครับ จนบางครั้งกลายเป็นพฤติกรรมส่วนตัวไปเลยก็มี เมื่อเกิดความสงสัยในพฤติกรรม หรือ คำพูด แล้วได้คลายความสงสัย ช่วงเวลานั้นมันเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนและกลายเป็นความเชื่อไปในที่สุด ดังนั้นตอนที่คิดวิเคราะห์อยู่ก็จะยิ่งอ่านมากและสงสัยไปเรื่อยๆ เพราะเหตุนั้นเองจึงทำให้คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ แม้แต่ในปัจจุบันก็เช่นกัน เวลาที่แสดงละครเวทีก็จะทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ”

ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา “มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งในทางส่วนตัว และ ในฐานะนักแสดง” ขณะที่ จูวอน วิเคราะห์ แซม อยู่นั้น เขาก็ได้กล่าวถึงการแสดงครั้งนี้อย่างละเอียดว่า “ผมตั้งใจมากเลยว่าจะสลัดความรู้สึกยึดติดที่สร้างขึ้นเองออกไป” และยิ่งสร้างความคาดหวังให้สูงขึ้นไปอีกด้วยการพูดว่า “คนเราไม่ได้มีแค่คาแร็คเตอร์เดียว พอเทียบกับเมื่อก่อนจะเห็นได้เลยว่าเรามีคาแร็คเตอร์ที่หลากหลาย”

จูวอน เผยว่า “แซม เป็นคาแร็คเตอร์ที่ผมเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างเรียบง่าย” ในขณะเดียวกันก็บอกด้วยว่า “ระหว่างที่แซมได้ตายจากไปแล้ว เขาได้บอกกับ มอลลี่ ว่า “เก็บความรักไว้นะ” ซึ่ง จูวอน ย้ำว่า “โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคำนั้นเป็นเหมือนหัวใจหลักของเรื่อง <Ghost>เลยละ”

แม้ว่าในสถานการณ์จริง แซมจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการปกป้องหญิงสาวที่รักเพียงเพราะเขาตายไปแล้ว แต่ทว่า “ขอแค่ได้รัก หัวใจก็คล้ายจะปรารถนาให้ได้แบบนั้น” และยังเล่าถึงคุณค่าของความรักที่ได้จากเรื่อง <Ghost> อีกด้วยว่า

“ความรักที่มอบให้ได้กระทั่งลมหายใจ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเสมอไป <Ghost> เป็นเรื่องราวความรักที่ใครๆ ต่างก็เคยใฝ่ฝันถึงสักครั้งในชีวิต เป็นผลงานที่เราจะได้เห็นสัญชาตญาณของความรัก”

ผู้ชมต่างหยิบยกให้ฉากจบในรอบที่ 1 เป็นฉากที่กระแทกความรู้สึกอย่างรุนแรง “เป็นช่วงเวลาที่เปิดเผยว่าใครเป็นคนยั่วยุ บรรดาคนที่ไม่รู้ต่างก็ตกใจกันมาก นับว่าเป็นฉากใหญ่ที่สะเทือนอารมณ์ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเพลงที่ร้องยากที่สุด”

จูวอน เผยว่าเพลงที่เลือกมาเป็นเพลงจบในรอบที่ 1 นั้น ได้รับคำสั่งจากผู้จัดในตอนแรกว่า “ร้องไปจนกว่าจะกระอักเลือด” ซึ่งฉากนี้แม้จะกลับมาแสดงซ้ำ แต่ก็เป็นฉากที่ทำให้ต้องมากังวลซ้ำอีกครั้งอยู่ดี

“ในสถานการณ์ของแซม มันเป็นฉากที่ไม่สามารถคอนโทรลอารมณ์ได้ พอลองแสดงไป ก็เกรงว่าจะร้องเพลงล่ม จนซีเรียสมากกว่าจะต้องทำยังไงถึงจะออกมาดี มาถึงคราวนี้เหล่าสต๊าฟเลยบอกว่า ไม่ต้องไปคอนโทรล ให้เล่นไปตามสถานการณ์นั้นเลย ซึ่งการพูดแบบนั้นมันช่วยบิวด์อารมณ์ให้ผมได้เยอะมากๆ ตอนนี้ผมกำลังฝึกซ้อมเพื่อให้สามารถร้องเพลงได้ดีในสถานการณ์นั้นอยู่ เพลงที่ร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยการปลดปล่อยทุกอย่างออกมา”

การพบกันอีกครั้ง <Ghost>

แม้ว่า จูวอน จะกังวลเพราะไม่ได้แสดงละครเวทีมาเสียนาน แต่ความกังวลนั้นกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย เมื่อเขาบอกว่าในกองละครเวที <Ghost> นั้นชิลมาก เป็นผลงานที่ได้กลับมาแสดงซ้ำ เนื่องจากเป็นนักแสดงและสต๊าฟที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ครั้งแรกเสียเป็นส่วนใหญ่ ในครั้งนี้นักแสดงที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกก็เช่น คิมอูฮยอง , ไอวี่ , พัคจียอน , ชเวจองวอน เป็นต้น

“(นักแสดงฝ่ายหญิงไอวี่, พัคจียอน) ทั้งสองคนเป็นนักแสดงที่ทั้งเท่และยอดเยี่ยมมาก จึงเหมือนได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน ในส่วนของความตั้งใจที่ไม่ได้แสดงละครเวทีมาตลอดช่วง 7 ปี ก็มีเยอะมากๆ เธอแสดงเป็นมอลลี่ได้อย่างดีงามมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อ 7 ปีก่อน ที่เราเคยแสดงด้วยกันมันทำให้เราเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่แรก พอต้องมาแสดงเป็นคู่รักกันก็เลยแสดงออกมาได้ดี เหมือนเป็นการอัพเกรดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง”

ท่าทีในการแสดงก็แตกต่างไปจากเดิมด้วย “ท่าทีของการแสดงก็คือ อย่าวิตกไปก่อน แต่ให้ลองเล่นดูก่อน แล้วมามีความสุขและสนุกไปกับมันกันเถอะ เมื่อเรามีความตั้งใจที่จะลองเล่นดูก่อนไปเรื่อยๆ มันก็กลายเป็นสนุกไปเอง ความเปลี่ยนแปลงนั้น (เกี่ยวกับการได้กลับมาแสดงละครเวทีอีกครั้งในรอบ 7 ปี) มันช่วยลดความกดดันลงไปได้พอสมควรเลย”

ซึ่งความตั้งใจนั้นมีอิทธิพลต่อการเลือกรับงานแสดงเรื่องอื่นๆ ด้วย มันยิ่งกลายเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก เมื่อเราต้องเลือกผลงานคัมแบ็คหลังออกจากกรมทหารมา แถมยังเป็นยุคที่มีคอนเท้นท์หลากหลายแบบนี้อีก

ด้วยความคิดที่ว่า “การได้ลองเล่นดูก่อนถือเป็นโอกาสที่สำคัญ” จึงทำให้ตัดสินใจรับแสดงละครเรื่อง <Alice> ด้วย “เราต้องโฟกัสกับสิ่งที่ยากจะปฏิบัติได้จริง ทว่าหัวใจรักที่มีต่อลูกชายสุดที่รักกลับดึงดูดยิ่งกว่า เนื่องจากโควิด 19 ที่ไม่มีใครคาดคิดทำให้ถ่ายทำไปแล้วกว่า 9 เดือน แค่นั้นก็ทำให้ในแต่ละฉากออกมายอดเยี่ยมมากๆ เลย ต้องขอบคุณด้วยนะครับที่ชอบผลงานของผม”

การกลับมาแสดงอีกครั้งในรอบ 7 ปี มีการแก้ไขบทละครนิดๆ หน่อยๆ ด้วย จูวอนกล่าวถึงส่วนที่เปลี่ยนแปลงนั้นว่า “ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนะครับ แค่เปลี่ยนบทพูดกับเนื้อเพลงและสิ่งที่ไม่สามารถปรับแก้ได้ในตอนที่แสดงครั้งแรกให้ละเมียดละไมขึ้น ช่วยให้นักแสดงสามารถแสดงได้ง่ายขึ้น และเราก็มีการพุดคุยกันเยอะมากในช่วงแรกของการฝึกซ้อมว่าอยากจะปรับแก้บทพูดนิดหน่อยเพื่อให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำไปกับอารมณ์ของตัวละครมากขึ้นด้วยครับ”

จูวอน ทุ่มสุดตัวเพื่อให้แซม กับ มอลลี่ ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสมบูรณ์แบบมากที่สุด “เราปรับฉากในช่วงแรกค่อนข้างเยอะ เพื่อให้ฉากนั้นๆ มีออร่าออกมา เช่น ถ้ามีฉากที่ยากลำบาก ก็ต้องมีฉากแฮปปี้ด้วย อะไรแบบนี้”

<Ghost> ถูกขนานนามว่าเป็นเมจิกคัล เพราะทำให้แต่ละฉากสมบูรณ์แบบและมีไดนามิคมากขึ้นด้วยทรัส (โครงถัก) ที่ปกคลุมด้วยจอ LED ขนาด 30cm ซึ่งติดอยู่รอบทิศกว่า 7,000 ชิ้น และยังได้พบกับภาพวิดีโอที่สวยสดงดงามบนเซ็ตโครงสร้าง ที่ทำจากวัตถุดิบ FRP 3 ชั้น ซึ่งอัดแน่นเอยู่เต็มพื้นที่ของโครงถัก และผลจากการที่ได้พอล คีฟ (Paul Kieve) นักเล่นกลลวงตา ผู้เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง <Harry Potter and the Prison of Azkaban>จึงทำให้มายากลนี้กลายเป็นภาพจริงขึ้นมาได้ ตั้งแต่ฉากที่วิญญาณของแซมทะลุประตูมิติเข้ามา ไปจนถึงฉากนั่งรถไฟฟ้า เป็นต้น

เพื่อให้ฉากเหล่านี้ออกมาดีที่สุด บรรดานักแสดงจึงต้องขยับตัวให้ตรงกับที่นัดแนะกันไว้ จูวอนบอกว่า “ตอนที่ซ้อมช่วงแรกๆ เนื่องจากไม่มีเวที จึงรู้สึกว่ามันยาก แต่พอได้เข้าไปซ้อมในโรงละครจริงๆ ก็จับคู่กับเทคนิคเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น” และ “พอแสงไฟสว่างขึ้น พร้อมกับเพลงที่บรรเลงโดยวงออเคสตร้า มันยิ่งดึงความรู้สึกออกมาได้ดีมากๆ ผลจากแรงกระตุ้นนั้นเองที่ทำให้คนที่รู้สึกอินอยู่แล้วดูเหมือนยิ่งมีพลังมากขึ้น เป็นผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการแสดงที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น”

ยืนอยู่บนเวทีในยุคโควิด 19

จุดที่เปลี่ยนแปลงไปอีกก็คือการจัดเวทีให้สัมพันธ์กับสถานการณ์โควิด 19 เราต้องใส่ใจมากขึ้นตั้งแต่การเว้นระยะห่างในการจัดที่นั่ง ไปนจนถึงการป้องกันโรคระบาด จูวอน อธิบายว่า “เรามีการตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกาย และมีการฆ่าเชื้อทั้งในห้องส่วนตัว, ในห้องฝึกซ้อม และ ในโรงละคร ด้วยเหตุนี้เองถึงต่างไปจากเมื่อก่อน ส่วนใหญ่จะสวมแมสก์กันตลอดแม้แต่เวลาซ้อมบท” ดังนั้นถึงแม้จะไม่ค่อยสะดวกนักแต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ยอมรับได้

“มีนักแสดงจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สามารถทำการแสดงได้ในช่วงโควิด 19 ซึ่งนักแสดงและสต๊าฟทุกคนต่างก็มีหัวใจดวงเดียวกันที่เพียงแค่อยากได้กลับไปยืนอยู่บนเวทีมากกว่าจะสนใจเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันไม่มั่นใจเลย ตรงจุดนั้นมากกว่าที่ยากที่สุด แค่อยากให้ทุกคนได้เห็นว่าเราเอาชนะมันได้แล้วจริงๆ”

เพราะเหตุนี้เองจูวอนที่เดินทางไปมาระหว่างบ้านกับห้องฝึกซ้อมเป็นหลักจึงต้องระวังอย่างมาก “แม้ทุกคนจะโดนเหมือนกันหมด ด้วยเรื่องการใช้ชีวิตที่ถูกจำกัดอะไรหลายๆ อย่าง แต่ถ้าผมพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจจะไม่ได้แสดงละครเวทีเลยก็ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ชีวิตอย่างเรียบร้อยที่สุด ทุกคนก็ต้องระวังนะครับ ส่วนผมก็กำลังมีสมาธิกับการฝึกซ้อมและใช้ชีวิตประจำวันไปครับ”

จูวอน ฝากข้อความถึงผลงานเรื่องนี้มา ณ โอกาสนี้ด้วยว่า “ช่วงนี้ต้องใส่แมสก์และเข้าใกล้กันไม่ได้ ผมคิดถึงชีวิตประจำวันแบบเมื่อก่อนมากเลย พอต้องมาเจอสถานการณ์จริงแบบนี้แล้วปวดใจจัง แม้ว่าในเรื่อง <Ghost> จะเป็นเรื่องราวความรักของชายหญิง แต่ความรู้สึกรักนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความรักในฐานะคนรักเสมอไป ในบางจังหวะเราสามารถเป็นพลังให้กันและกัน และคอยปลอบใจกันได้ (พยายามถ่ายทอดความรักแบบนั้นออกมา) ผมคิดว่า <Ghost> น่าจะเป็นพลังแห่งการปลอมประโลมที่ยิ่งใหญ่ได้

เมื่อถูกถามถึงช่วงเวลาที่คล้ายมายากลเหมือนกับในผลงานเรื่องนี้ เขาตอบว่า “ในเรื่อง <Alice> เคยโดนถามว่าถ้าท่องเวลาได้ อยากจะทำอะไร ผมตอบไปว่า ไม่อยากย้อนกลับไปในอดีต (พอตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว) ถ้าเราได้ข้ามไปสู่อนาคตจะมีวัคซีนออกมาแล้วหรือยังนะ (ตอนนี้)อยากให้เกิดเรื่องมายากลแบบนั้นขึ้นมากกว่าน่ะครับ”

ช่วงที่แสดงละครเวทีในครั้งแรกเคยคิดว่าวินาทีที่ที่นั่งของผู้ชมหายไปมันเหมือนมายากล “เคยเป็นนะ ที่ไม่ว่าจะพยายามมองที่นั่งคนดูแค่ไหน แต่ก็มองไม่เห็น ความรู้สึกเหมือนเราได้เข้ามาสู่พื้นที่ของแซมแล้ว”

มุ่งหน้าสู่ยุคทอง

นับจากที่ จูวอน เดบิวต์ด้วยเรื่อง <Altar Boyz> ก็ผ่านมาได้ 15 ปีแล้ว เขากล่าวด้วยท่าทีที่รู้สึกกดดันเมื่อต้องกลายเป็นผู้อาวุโส และอยากจะค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปมากกว่า “แต่ถึงอย่างนั้นผมก็กลายเป็นรุ่นพี่แล้วจริงๆ ในเรื่อง <Ghost>จะมีท่านที่อายุมากกว่าผม ก็เลยยังเป็นน้องเล็กอยู่ ถ้าเป็นรุ่นพี่ก็เหมือนว่าจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ต้องให้ทุกคนได้เห็นแต่ภาพลักษณ์ดีๆ ดังนั้นผมจึงชอบตอนเป็นน้องเล็กมากกว่า”

สำหรับบรรดานักแสดงชาย ยุคทองมักเกิดขึ้นในช่วงวัย 30 ปี แต่สำหรับ จูวอน แล้วเขาบอกว่ายุคทองของเขาคือช่วงวัย 40 ปีต่างหาก”ผมเคยพูดว่าภาพที่ไม่สามารถให้ใครเห็นได้ในวัย 20 กลับสามารถเผยให้เห็นอย่างชัดเจนในวัย 30 ปี ผมอยากมีโอกาสนั้นให้มากที่สุดน่ะครับ ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นเสน่ห์ของนักแสดงในวัย 30 ปีที่อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สามารถทุ่มเทให้กับผลงานชิ้นหนึ่งและมีความสุขไปพร้อมๆ กันได้”

จูวอน รู้ดีว่าต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุดจึงจะมีอนาคตที่ดีกว่าได้ “ถ้าผมทำงานให้ดีในช่วงวัย 30 ปี ตอนที่ผมอยู่ในช่วงวัย 40 ปี ผมก็จะสามารถทำให้ดียิ่งขึ้นได้ ผมอยากใช้โอกาสนี้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ดีเพื่อส่งต่อวัย 30 ปี ไปสู่วัย 40 ปี ได้อย่างดีเยี่ยม ให้เหมือนกับตอนนี้ที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็นแซมได้ดีขึ้นกว่าเมื่อ 7 ปีก่อน(หลังผ่านครั้งแรกมา)”

จูวอนที่เคยเผยถึงเป้าหมายในอดีตว่า “อยากเป็นนักแสดงมนุษยสัมพันธ์ดี” บอกกับเราว่า “ถึงจะมีช่วงที่หวั่นไหวไปบ้าง แต่ก็กำลังเดินไปสู่เป้าหมายนั้นอยู่” และ “ถึงอย่างนั้นก็มีบ้างที่บอกตัวเองว่าอย่าลืมเชียวนะ ต้องรักษาสัญญานะ แน่นอนว่ามันต้องมีจุดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ผมก็ยังพยายามรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้ให้ดีที่สุดอยู่ครับ”

อนึ่ง จูวอนจะรับบทเป็น แซม วิธ ในละครเวทีเรื่อง <Ghost> ซึ่งมีกำหนดเปิดการแสดงรอบแรก ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ณ D-cube Arts Center โดยเปิดการแสดงต่อเนื่องไปจนถึงรอบสุดท้ายในวันที่ 14 มีนาคม 2021

แปลไทยโดย : nhok

ที่มา : https://www.themusical.co.kr/News/Detail?num=13220

*เนื้อหาข่าวนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของ “เดอะ มิวสิคัล” ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s